“ภาษีผู้สูงอายุ” : กองทุนผู้สูงอายุ
โดย
 |
| |
“ภาษีผู้สูงอายุ” : กองทุนผู้สูงอายุ
|
มีภาษีอีกชนิดหนึ่งที่ไม่ได้เป็นภาษีที่เกิดขึ้นใหม่ แต่เป็นภาษีที่เรียกเก็บเพิ่มเติมขึ้นจากยอดของค่าภาษีสรรพสามิต กล่าวคือ เมื่อคำนวณภาษีสรรพสามิต (Final Tax) ได้จำนวนเท่าไรแล้ว ก็จะนำจำนวนภาษีสรรพสามิตนั้นไปใช้เป็นฐานแล้วจัดเก็บภาษีหรือเงินเพิ่มเติมขึ้นไปอีกเป็นจำนวน “ร้อยละของภาษีสรรพสามิต” เงินภาษีที่จัดเก็บได้นี้ถือเป็นเงินนอกงบประมาณที่ได้รับการยกเว้น ไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน แต่จะถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะเรื่องหรือเฉพาะอย่างตามที่กฎหมายนั้น ๆ กำหนดไว้ ซึ่งภาษีสรรพสามิตที่จัดเก็บเพิ่มเติมขึ้นนี้ บ้างก็เรียกว่า “ภาษีกองทุน” บ้างก็เรียกว่า “ภาษีฝากเก็บ” แต่ภาษาในทางวิชาการภาษีจะเรียกภาษีชนิดนี้ว่า “Earmarked Tax” หรือ “ภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะอย่าง” ทั้งนี้ ภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะอย่างอาจแบ่งอย่างกว้าง ๆ ได้เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 Earmarked Tax ตามกฎหมายภาษีสรรพสามิต และกลุ่มที่ 2 Earmarked Tax ตามกฎหมายอื่น ซึ่งภาษีผู้สูงอายุเป็นหนึ่งในกลุ่มนี้ “กองทุนผู้สูงอายุ” เป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 มาตรา 13 กำหนดให้จัดตั้งขึ้นในสำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส คนพิการ และผู้สูงอายุ โดยกองทุนผู้สูงอายุมีวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งเพื่อเป็นแหล่งเงินทุนในการช่วยเหลือผู้สูงอายุในด้านต่าง ๆ เช่น การให้เงินอุดหนุน การสนับสนุนโครงการ การให้กู้ยืมเงินทุนประกอบอาชีพ และการจ่ายเงินสงเคราะห์ เป็นต้น ซึ่งเราจะคุ้นเคยกองทุนนี้กับการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุให้กับคนชรา โดยผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยที่อยู่ในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐมีสิทธิได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ แล้วผู้อ่านเคยสงสัยหรือไม่ว่า เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุมีที่มาเงินในส่วนไหน ? หนึ่งในรายได้ของกองทุนผู้สูงอายุที่มีการนำไปใช้ในการจ่ายเป็นเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุนั้น มีที่มาจากภาษีสรรพสามิต เนื่องจากพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 มาตรา 15/1 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า “ให้เรียกเก็บเงินบำรุงกองทุนจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตในส่วนที่เกี่ยวกับสินค้าสุราและยาสูบในอัตราร้อยละ 2 ของภาษีที่เก็บจากสุราและยาสูบตามกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิต” ดังนั้นในการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากสินค้า “สุรา” และ “ยาสูบ” นอกจากจะต้องเสียภาษีสรรพสามิต ภาษีเก็บเพิ่มเพื่อราชการส่วนท้องถิ่น ภาษี สสส. และภาษี TPBS แล้ว ในการชำระภาษี ผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะต้องนำค่าภาษีสรรพสามิตที่คำนวณได้ (ไม่รวมภาษีเก็บเพิ่มเพื่อราชการส่วนท้องถิ่น) ไปคูณกับ “ร้อยละ 2” ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็น “เงินบำรุงกองทุนผู้สูงอายุ” ซึ่งความในมาตรา 15/2 วรรคสอง กำหนดให้ถือว่าเงินบำรุงนี้เป็นเงินภาษี จึงเรียกว่า “ภาษีผู้สูงอายุ” จากตัวอย่างที่นำเสนอเกี่ยวกับการคำนวณภาษีเบียร์ยี่ห้อ ก. นอกจากมีภาษีสรรพสามิตเบียร์จำนวน 14.90 บาท ภาษีเก็บเพิ่มเพื่อราชการส่วนท้องถิ่น 1.49 บาท ภาษี สสส. 0.298 บาท และภาษี TPBS ประมาณ 0.224 บาท แล้ว ยังจะต้องมีภาษีผู้สูงอายุด้วย โดยนำค่าภาษีสรรพสามิต 14.90 บาท ไปคูณกับ 2% ดังนั้นเบียร์ยี่ห้อ ก. 1 กระป๋อง จึงต้องเสียภาษีผู้สูงอายุ 0.298 บาท เงินส่วนนี้จะต้องนำส่งให้กับกองทุนผู้สูงอายุโดยไม่เป็นรายได้แผ่นดิน จำนวนภาษีผู้สูงอายุที่ต้องนำส่งให้กองทุนผู้สูงอายุมีแค่ไหนเพียงใดนั้น มาตรา 15/2 วรรคสาม กำหนดว่า “ในกรณีที่ปีงบประมาณใดมีเงินบำรุงกองทุนส่งเข้ากองทุนเกิน 4,000 ล้านบาท ให้กรมกิจการผู้สูงอายุนำเงินบำรุงกองทุนส่วนที่เกินนั้นส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดินภายใน 30 วัน นับจากวันที่กองทุนได้รับ” ดังนั้นภาษีผู้สูงอายุที่จัดเก็บได้ที่จะต้องนำส่งให้กองทุนผู้สูงอายุนั้น จำนวนรายได้สูงสุดปีงบประมาณละไม่เกิน 4,000 ล้านบาท หากจัดเก็บได้เกินจำนวนดังกล่าว กรมกิจการผู้สูงอายุจะต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินภายใน 30 วัน นับจากวันที่กองทุนได้รับ ในการจัดเก็บเงินบำรุงกองทุนผู้สูงอายุหรือภาษีผู้สูงอายุนั้น ความในมาตรา 15/2 วรรคหนึ่ง กำหนดให้กรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรเป็นผู้ดำเนินการเรียกเก็บเพื่อนำส่งเข้ากองทุนตามระเบียบที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกำหนด โดยไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน โดยกรมสรรพสามิตมีหน้าที่จัดเก็บภาษีผู้สูงอายุจากสินค้าสุราและยาสูบที่ผลิตในประเทศ ส่วนกรมศุลกากรมีหน้าที่จัดเก็บภาษีผู้สูงอายุจากสินค้าสุราและยาสูบที่นำเข้ามาในประเทศ ทั้งนี้ หากผู้มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตสินค้าสุราหรือยาสูบซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ส่งเงินบำรุงกองทุนผู้สูงอายุหรือภาษีผู้สูงอายุนั้น ไม่นำส่งตามกฎหมาย หรือส่งภายหลังระยะเวลาที่กำหนด หรือส่งไม่ครบตามจำนวนที่ต้องส่ง ความในมาตรา 15/5 ยังกำหนดให้เสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือนของจำนวนเงินที่ไม่ส่งหรือ ส่งภายหลังระยะเวลาที่กำหนดหรือจำนวนเงินที่ส่งขาดไป แล้วแต่กรณี นับแต่วันครบกำหนดส่งจนถึงวันที่นำส่ง (แต่เงินเพิ่มที่คำนวณได้มิให้เกินจำนวนเงินภาษี และให้ถือว่าเงินเพิ่มนี้เป็นเงินภาษีด้วย)
|
จากบทความเรื่อง Earmarked Tax ภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะอย่าง Section: Tax Talk / Column: Excise Tax/ อ่านบทความฉบับสมบูรณ์ได้ที่...วารสารเอกสารภาษีอากร ปีที่ 44 ฉบับที่ 528 เดือนกันยายน 2568 หรือสมัครสมาชิก “วารสารเอกสารภาษีอากร” เพื่อรับสิทธิอ่านและสืบค้นบทความ ผ่านระบบ e- Magazine Index
|
|
| |
| |
|
|

|