การเสียภาษีเงินได้ของมูลนิธิหรือสมาคม
โดย
 |
| |
การเสียภาษีเงินได้ของมูลนิธิหรือสมาคม
|
- มูลนิธิหรือสมาคมที่ประกอบการมีรายได้ หากมิได้ประกาศกำหนดให้เป็นองค์การหรือสถานสาธารณกุศล ตามมาตรา 47(7)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่ต้องนำรายได้ที่ได้รับก่อนหักรายจ่ายใดๆมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล และยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้หรือมูลนิธิหรือสมาคม ตามแบบ ภ.ง.ด.55 ภายใน 150 วัน นับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี
รายได้ของมูลนิธิหรือสมาคมที่จะต้องเสียภาษีเงินได้ ได้แก่ รายได้จากการประกอบกิจการ เช่น ค่าเช่า รายได้จากการจำหน่ายสินค้าและบริการ และรายได้จากทุน เช่น ดอกเบี้ย และเงินปันผล เป็นต้น จะต้องนำรายได้ดังกล่าวมาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลตามอัตราที่กฎหมายกำหนด โดยไม่มีการหักค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น - เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม หากมีรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการในทางธุรกิจหรือวิชาชีพในราชอาณาจักร เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี
รายได้ของมูลนิธิหรือสมาคมที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ มูลนิธิหรือสมาคมที่ไม่ได้รับการประกาศกำหนดให้เป็นองค์การหรือสาธารณกุศล ตามมาตรา 47(7)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร จะได้รับยกเว้นไม่ต้องนำรายได้ดังต่อไปนี้มาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ได้แก่ 1. ค่าลงทะเบียนหรือค่าบำรุงที่ได้จากสมาชิก 2. เงินหรือทรัพย์สินที่ได้จากการบริจาค 3. เงินหรือทรัพย์สินที่ได้จากการให้โดยเสน่หา 4. เงินได้จากกิจการโรงเรียนเอกชนของมูลนิธิหรือสมาคม ซึ่งได้ก่อตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน แต่ไม่รวมถึง เงินได้จากการขายของ การรับจ้างทำของ หรือการให้บริการอื่นใดที่โรงเรียนเอกชนซึ่งเป็นโรงเรียนประเภทอาชีวศึกษาได้รับจากผู้ซึ่งมิใช่นักเรียน
|
|
|