Gen Z Decoded อ่านใจคนรุ่นใหม่ บริหารอย่างไร ให้ “อยู่เป็น-โตไป-ใจไม่ลาออก”
โดย
 |
| |
Gen Z Decoded อ่านใจคนรุ่นใหม่ บริหารอย่างไร ให้ “อยู่เป็น-โตไป-ใจไม่ลาออก”
|
Gen Z ไม่ได้ต้องการแค่งานที่มั่นคง แต่ต้องการความหมายในการทำงาน การเติบโตที่จับต้องได้ และองค์กรที่ “ฟังเป็น” มากกว่าสั่งเป็น แล้วผู้นำยุคนี้มีวิธีการใดให้เขาอยากอยู่และเติบโตไปพร้อมกับองค์กร คุณภาวิดา ชิตเดชะ ผู้อำนวยการบริหาร ICEPADIE Group เจ้าของช่องยูทูป ICEPADIE (ไอซพาดี้) ที่มีผู้ติดตาม 8.5 แสนคน คือผู้นำรุ่นใหม่ที่ก้าวจากบทบาท Content Creator สู่การเป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์ Happy Sunday ธุรกิจบิวตี้และไลฟ์สไตล์ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว เบื้องหลังการเติบโตของธุรกิจนอกจากจะเป็นทีมงาน Gen Y ที่อยู่กับองค์กรตั้งแต่เริ่มแล้ว ยังมีพนักงาน Gen Z ที่หลายองค์กรมองว่าเป็น “โจทย์ยาก” ของการบริหาร ถอดรหัสวิธีคิดในการออกแบบการทำงาน การสื่อสาร และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้คนรุ่นใหม่สามารถอยู่และเติบโตไปพร้อมกับองค์กร “เราให้ความสำคัญกับการตั้งเป้าหมายร่วมกัน การกำหนด KPI ของเราจะไม่ได้มาจากไอซเพียงฝ่ายเดียว ไอซจะลงรายละเอียดกับแต่ละแผนก เพื่อให้เขาเห็น Checklist และเส้นชัยของตัวเองอย่างชัดเจน ที่สำคัญ คือ เราต้องมีการรีวิวและปรับเปลี่ยนในทุกปีเพราะโลกเปลี่ยนไปเร็วมาก หากใช้เกณฑ์เดิมๆ ประเมินในสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป จะเกิดความไม่เป็นธรรมและสร้างความสับสนให้กับพนักงานได้ สรุปคือ “Communication is the key” เราต้องสื่อสารจนเห็นภาพตรงกันว่า “พี่คาดหวังอะไร” และ “น้องสามารถส่งมอบอะไรให้พี่ได้บ้าง” เพื่อให้งานนั้นมีคุณค่าต่อทั้งบริษัทและตัวพนักงาน สำหรับความก้าวหน้าในอาชีพ (Career Path) ไอซวางโครงสร้างองค์กรเหมือนภาพใหญ่ที่มีบันไดชัดเจน พนักงานทุกคนจะรู้ว่าตอนนี้เขาอยู่จุดไหน และต้องทำอย่างไรถึงจะก้าวไปสู่ระดับ Senior, Manager หรือ Director เรามีบันไดให้เขาเติบโตอย่างเป็นรูปธรรม หรือถ้าไอซเห็นศักยภาพในตัวใคร ไอซจะไม่รอให้เขามาขอขึ้นตำแหน่ง แต่ไอซจะเป็นคนเดินไปบอกเองว่า “พี่เห็นศักยภาพในตัวน้องนะ เรามาขยับขึ้นบันไดขั้นต่อไปด้วยกันไหม” แน่นอนว่าผลตอบแทนและหน้าที่รับผิดชอบก็จะปรับเพิ่มขึ้น เพื่อให้เขารู้สึกว่าความทุ่มเทนั้นมีความหมายและมองเห็นอนาคตกับที่นี่จริงๆ” “ในยุคนี้ไม่ว่าจะคน Gen Y คน Gen Z หรือ Gen อะไร จะมีภาวะ “เบิร์น” (Burnout) หรือหมดไฟได้ค่อนข้างง่ายกว่าเมื่อก่อน ซึ่งหน้าที่ของผู้นำ คือ ต้องเข้าไปหาให้เจอว่าอะไรคือสิ่งที่ช่วยเติมไฟให้เขาได้ บางครั้งคำตอบอาจจะดูเรียบง่ายจนน่าตกใจ อย่างเช่น น้ำหวานสักแก้ว (หัวเราะ) ใครจะเชื่อว่าผู้บริหารยุคนี้ต้องมีทักษะการบริหารงานด้วยน้ำหวาน หรือชานมไข่มุกในบางจังหวะ แต่มันคือเรื่องจริง! เพราะในวันที่พนักงานเหนื่อยล้า การใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้สร้างผลลัพธ์ที่ดีต่อใจอย่างมหาศาล ซึ่งบางครั้งอาจจะเป็นเรื่องวันหยุดพิเศษ หรือการส่งคำชมเล็กๆ น้อยๆ ให้ทีมทำงาน สิ่งเหล่านี้คือศิลปะในการรักษาความสุขของทีม หากมองในมิติของ Mental Health (สุขภาพจิต) ของพนักงาน ไอซให้ความสำคัญเรื่องนี้เป็นอันดับต้นๆ เพราะเขาเติบโตมาในยุค Social Media ทำให้เกิดการเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นตลอดเวลา จนเกิดความเปราะบางได้ง่าย ไอซจึงจัดสวัสดิการเป็น Workshop โดยเชิญนักจิตวิทยามืออาชีพมาพูดคุยกับน้องๆ ในออฟฟิศ เพื่อให้เขาได้เรียนรู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเอง ไอซเชื่อในประโยคที่ว่า “If you can name it, you can kill it” คือถ้าเรารู้ตัวว่าความรู้สึกแย่ๆ นั้นคืออะไร เราถึงจะหาวิธีจัดการมันได้ สุขภาพจิตมีผลต่อ Performance มาก เพราะถ้าพนักงานมีปัญหาส่วนตัว ไม่ว่าจะเรื่องครอบครัวหรือเรื่องความรัก จะกระทบงาน 100% น้อยคนมากที่แยกขาดได้จริงๆ ดังนั้น ไอซจะคอยสังเกตสัญญาณแปลกๆ จากเนื้องานก่อน ถ้าเห็นว่าดรอปลง ไอซจะเข้าไปคุยเพื่อช่วยแก้ปัญหาให้เขา รวมไปถึงการสร้างวัฒนธรรม “เสาร์-อาทิตย์ที่ศักดิ์สิทธิ์” หมายความว่า ถ้าไม่ใช่เรื่องด่วนมากๆ จริงๆ เราจะพยายามไม่ไลน์คุยกับพนักงานในวันหยุด เพื่อให้เขาได้ไปใช้ชีวิตจริงๆ เพราะไอซเชื่อว่าถ้าเขาได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ในวันหยุด วันจันทร์ถึงวันศุกร์เขาจะกลับมาทำงานให้เราได้อย่างเต็มกำลัง”
|
บางส่วนจากบทความ : Gen Z Decoded อ่านใจคนรุ่นใหม่ บริหารอย่างไร ให้ “อยู่เป็น-โตไป-ใจไม่ลาออก” โดย : กองบรรณาธิการ / Section : - / Column : Cover Story อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่... วารสาร HR Society ปีที่ 24 ฉบับที่ 278 เดือนกุมภาพันธ์ 2569
|
|
| |
| |
|
|

|