เหตุสุดวิสัยคืออะไร ?

โดย

 


 
เหตุสุดวิสัยคืออะไร ?


     
ในโลกธุรกิจทุกวันนี้เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เหตุการณ์ที่ไม่อาจคาดเดาได้สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นสงคราม (เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน) ภัยธรรมชาติ (เช่น ภาวะโลกร้อนซึ่งก่อให้เกิดความแปรปรวนของสภาพอากาศ อาทิ หิมะตกหนักและน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของโลก) หรือการเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนจากท่าทีของบรรดาผู้นำบนเวที World Economic Forum และแม้กระทั่งการเมืองทั้งภายในและภายนอกประเทศ (เช่น การเลือกตั้งและการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลที่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการเมืองของไทยจากการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา) แน่นอนว่าเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความสามารถในการปฏิบัติตามสัญญาทางธุรกิจ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ทั้งผลกระทบโดยตรงในตลาดภายในประเทศหรือตลาดต่างประเทศ เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกหยุดชะงัก ธุรกิจที่พึ่งพาวัตถุดิบจากภูมิภาคนี้ไม่สามารถจัดหาสินค้าตามสัญญาได้หรือนโยบายภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump Tariff Policy) ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้า-ส่งออกสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจนคู่สัญญาบางรายไม่สามารถปฏิบัติตามราคาที่ตกลงไว้ได้ หรือการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในประเทศ เช่น การเปลี่ยนรัฐบาลของไทยที่อาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านการลงทุน กฎระเบียบ หรือข้อจำกัดทางธุรกิจที่ไม่อาจคาดการณ์ล่วงหน้าได้ เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ถือเป็น “เหตุสุดวิสัย” ภายใต้กรอบของกฎหมาย ซึ่งเป็นกลไกที่กฎหมายออกแบบกำหนดมาเพื่อเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่เป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ประกอบการ
     ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยได้บัญญัติหลักเกณฑ์ เรื่อง เหตุสุดวิสัย ไว้ในมาตรา 8 โดยให้คำนิยามว่า "เหตุสุดวิสัย" หมายถึง เหตุใด ๆ อันจะเกิดขึ้นก็ดี จะให้ผลพิบัติก็ดี เป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้ แม้ทั้งบุคคลผู้ต้องประสบหรือใกล้จะต้องประสบเหตุนั้นจะได้จัดการระมัดระวังตามสมควร อันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้น
     จากนิยามดังกล่าว สามารถแยกองค์ประกอบสำคัญของเหตุที่จะเข้านิยามเป็น “เหตุสุดวิสัย” ได้ 3 ประการ ได้แก่
     (1) เหตุการณ์นั้นต้องเป็นเหตุการณ์ที่ไม่อาจคาดการณ์ล่วงหน้าได้ (Unforeseeable) กล่าวคือ เป็นเหตุการณ์ที่บุคคลทั่วไปในสถานะเดียวกันกับคู่สัญญาที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดขึ้น
     (2) เหตุการณ์นั้นต้องเป็นเหตุการณ์ที่ไม่อาจป้องกันได้ (Unavoidable) แม้จะใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้วก็ยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลที่เกิดขึ้นได้
     (3) เหตุการณ์นั้นต้องอยู่นอกเหนือการควบคุมของคู่สัญญา (Beyond Control) กล่าวคือ ต้องไม่ได้เกิดจากการกระทำหรือความบกพร่องของฝ่ายที่อ้างเหตุสุดวิสัย
     เมื่อพิจารณาจากเหตุการณ์ความเปลี่ยนแปลงในโลกปัจจุบัน เช่น สงคราม ภัยพิบัติ การเปลี่ยนแปลงกฎหมาย เห็นได้ว่าหลาย ๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเข้านิยามการเป็น “เหตุสุดวิสัย” เกือบทั้งหมด เพราะเป็นเหตุการณ์ที่คู่สัญญา (ซึ่งเป็นเอกชนธรรมดา) ไม่สามารถคาดการณ์ได้ ไม่มีอำนาจควบคุม จึงไม่สามารถป้องกันและหลีกเลี่ยงไม่ให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น
     นิยามและหลักการที่ประเทศไทยกำหนดเกี่ยวกับ “เหตุสุดวิสัย” นี้เป็นไปตามหลักการกฎหมายสากลที่บังคับใช้กันทั่วโลก ภายใต้หลักการสำคัญเดียวกันว่า เหตุที่จะถือเป็นเหตุสุดวิสัยต้องมีลักษณะเด่นคือ Unforeseeable (คาดการณ์ไม่ได้), Unavoidable (หลีกเลี่ยงไม่ได้) และ Uncontrollable (ควบคุมไม่ได้) แต่แม้หลักการดังกล่าวจะใกล้เคียงกัน การบังคับใช้หลักการเหตุสุดวิสัยในแต่ละประเทศย่อมมีรายละเอียดที่แตกต่างกันไป ตัวอย่างเช่น ระบบ Common Law ของอังกฤษมีหลัก “Frustration of Contract” ซึ่งมีเงื่อนไขที่เข้มงวดกว่าหลักเหตุสุดวิสัยตามกฎหมายไทย ในขณะที่กฎหมายแพ่งของฝรั่งเศส (Code Civil) มีบทบัญญัติเรื่อง Force Majeure ที่คล้ายคลึงกับกฎหมายไทย แต่มีรายละเอียดที่แตกต่างกัน


จากบทความ เหตุสุดวิสัย (Force Majeure) และผลบังคับทางกฎหมายที่ผู้ประกอบการควรรู้
Section: Laws & News / Column: Business Law อ่านบทความฉบับสมบูรณ์ได้ที่
วารสารเอกสารภาษีอากร ปีที่ 45 ฉบับที่ 534 เดือนมีนาคม 2569 หรือสมัครสมาชิก “วารสารเอกสารภาษีอากร”
เพื่อรับสิทธิอ่านและสืบค้นบทความ ผ่านระบบ e- Magazine Index

 
 


FaLang translation system by Faboba